dot dot
dot

dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
ผลงานที่ผ่านมา
dot




รวมโปรแกรม ทัวร์ในประเทศ และ ทัวร์ต่างประเทศ

ทัวร์เอเชีย

ทัวร์เกาหลี ทัวร์เขมร ทัวร์เวียดนาม ทัวร์สิบสองปันนา ทัวร์พม่า
ญี่ปุ่น ลาวใต้ จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย
ลาว บาหลี มาเก๊า ฮ่องกง อินเดีย
มัลดีฟส์ เว้ ดานัง ฮอยอัน หลวงพระบาง เนปาล ไต้หวัน
เซี่ยงไฮ้ จิ่วจ้ายโกว ปักกิ่ง โตเกียว โอซาก้า
คุนหมิง จางเจี่ยเจี้ย เซิ่นเจิ้น เฉินตู กุ้ยหลิน

ทัวร์ยุโรป

อิตาลี ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ เยอรมัน
เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย รัสเซีย ฮังการี สเปน
โปรตุเกส เดนมาร์ก สวีเดน ยุโรปตะวันออก ตุรกี
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อียิปต์ อเมริกา แอฟริกา

ทัวร์ในประเทศ

แม่ฮ่องสอน ปาย เชียงใหม่ กระบี่ เกาะช้าง
เชียงราย ตรัง ภูเก็ต เกาะตะรุเตา ทีลอซู
เกาะกูด เกาะเสม็ด เกาะสมุย เกาะเต่า หมู่เกาะสิมิลัน
หมู่เกาะสุรินทร์ เขาใหญ่ น่าน เชียงคาน กาญจนบุรี
ชะอำ หัวหิน ระยอง นครนายก ปราจีนบุรี
ภูกระดึง เพชรบูรณ์ เขาค้อ พัทยา ภูเรือ
ระนอง นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ อีสาน อุบลราชธานี
ไหว้พระ 9 วัด อยุธยา ไหว้พระ 9 วัด อ่างทอง ไหว้พระ 9 วัด กรุงเทพ ไหว้พระ 9 วัด อัมพวา ไหว้พระ 9 วัด 3 จังหวัด


เดนมาร์ก ทัวร์เดนมาร์ก ประเทศเดนมาร์ก article
ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
Kingdom of Denmark
ข้อมูลทั่วไป
เมืองหลวง โคเปนเฮเกน (Copenhagen)

ที่ตั้ง คาบสมุทรจัตแลนด์ (Jutland) ทางตอนเหนือของทวีปยุโรประหว่างทะเลเหนือกับทะเลบอลติก

พื้นที่ 43,077 ตารางกิโลเมตร โดยประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 406 เกาะ ซึ่งร้อยละ 90 ไม่มีผู้อยู่อาศัย รวมทั้งดินแดนปกครองตนเอง คือ เกาะกรีนแลนด์ (Greenland) และหมู่เกาะแฟโร (Faroe)

ประชากร 5.3 ล้านคน ประกอบด้วย ชาวเดนิช ร้อยละ 98.0
ชาวสแกนดิเนเวียอื่น ๆ ร้อยละ 0.4 ชาวตุรกี ร้อยละ 0.3 ชาวอังกฤษ ร้อยละ 0.2

ภาษา ภาษาเดนิช (Danish)

ศาสนา ประชากรร้อยละ 97 นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย Evangelical Lutheran

สกุลเงิน เดนิชโครน (Danish Krone - DK)
อัตราแลกเปลี่ยน 1 DK ประมาณ 5.5 บาท

วันชาติ 16 เมษายน (วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระราชินีนาถ
มาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (Her Majesty Queen Margrethe II)

รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy)

ประมุข สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก

นายกรัฐมนตรี นาย Anders Fogh Rasmussen (พรรค Liberal)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Per Stig Moller (พรรค Conservative)

สถาบันการเมือง รัฐสภาเดนมาร์กเป็นระบบรัฐสภาเดียว (Folketing) มีสมาชิกจำนวน
179 คน มาจากการเลือกตั้ง (รวมผู้แทนจากหมู่เกาะ Faroe 2 คน และเกาะ Greenland 2 คน) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก
พระมหากษัตริย์และมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภาสถาบันตุลาการ ศาลของเดนมาร์กประกอบด้วยศาลชั้นต้นประจำท้องถิ่น ศาลสูง 2 ศาล และศาลฎีกา 1 ศาล นอกจากนี้ ยังมีศาลพิเศษสำหรับพิจารณาคดีเฉพาะด้าน อาทิ คดีเกี่ยวกับการเดินเรือ/กฎหมายทะเล

ราชวงศ์เดนมาร์ก ดังเอกสารแนบ
การเมืองการปกครอง
ประวัติโดยสังเขป เดนมาร์กเป็นราชอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของเดนมาร์กเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1528 (ค.ศ.985) และได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2392 (ค.ศ.1849) ซึ่งเป็นปีที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกได้ถูกร่างขึ้นราชอาณาจักรเดนมาร์กเคยครอบคลุมถึงสวีเดนและนอร์เวย์ จนกระทั่งสวีเดนแยกตัวออกไปเมื่อปี 2066 (ค.ศ.1523) และเดนมาร์กสูญเสียนอร์เวย์ให้แก่สวีเดนภายใต้สนธิสัญญา Kiel เมื่อปี 2357 (ค.ศ.1814) ภายหลังสงครามนโปเลียนยุติลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 2457 – 2461 (ค.ศ.1914-1918) เดนมาร์กได้ดำเนินนโยบายเป็นกลาง และเมื่อปี 2482 (ค.ศ.1939) ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2เดนมาร์กได้ประกาศความเป็นกลาง อย่างไรก็ดี เดนมาร์กถูกกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2483 (ค.ศ.1940) ซึ่งนำไปสู่การรวมตัวของขบวนการต่อต้านของประชาชนชาวเดนมาร์ก โดยตลอดช่วงสงครามฝ่ายเยอรมันได้ตอบโต้ด้วยการ เข้าปกครองเดนมาร์กโดยตรง จนกระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม 2488 (ค.ศ.1945) เดนมาร์กถูกปลดปล่อยโดยกองกำลังพันธมิตร และภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เดนมาร์กได้รับรองความเป็นเอกราชของไอซ์แลนด์ (เป็นดินแดนหรือเกาะโพ้นทะเลที่เดนมาร์กได้ปกครองมา ตั้งแต่ในสมัยที่เดนมาร์กยังคงรวม ราชอาณาจักรกับนอร์เวย์) ซึ่งได้ประกาศตัวเป็นเอกราชเมื่อปี 2487 (ค.ศ.1944) และต่อมาเดนมาร์กได้ให้สิทธิในการปกครอง ตนเองแก่หมู่เกาะแฟโรและเกาะกรีนแลนด์ เมื่อปี 2491 (ค.ศ.1948) และปี 2522 (ค.ศ.1979) ตามลำดับ ในปี 2496 (ค.ศ.1953) รัฐธรรมนูญเดนมาร์กได้รับการแก้ไขซึ่งส่งผลทำให้มีบทบัญญัติใหม่ที่สำคัญๆ ในเรื่องต่างๆ ได้แก่ ให้รัชทายาทสตรีมีสิทธิขึ้นครองราชสมบัติ กำหนดให้รัฐสภามีเพียงสภาเดียว และให้ประชาชนชาวเดนมาร์กชายและหญิงที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ ปัจจุบันเดนมาร์กเป็นราชอาณาจักรโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบ รัฐธรรมนูญเป็นประมุข คือ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2515 (ค.ศ.1972) และทรงเป็นพระประมุขแห่งเดนมาร์กลำดับที่ 52 (เดนมาร์กมีพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ปี 1528 (ค.ศ.985)) สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2543 (ค.ศ.2000)

สังคม เมืองใหญ่ของเดนมาร์กที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด 4 เมืองตามลำดับ ได้แก่
1) กรุง Copenhagen (1.5 ล้านคน) ตั้งอยู่บนเกาะ Zealand ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของประเทศ
2) เมือง Arhus (265,000 คน) ตั้งอยู่บนคาบสมุทร Jutland
3) เมือง Odense (173,000 คน) ตั้งอยู่บนเกาะ Funen และ
4) เมือง Allborg (155,000 คน) ตั้งอยู่บนคาบสมุทร Jutland ระยะเวลาการดำรงชีพ (life expectancy) ถัวเฉลี่ยของสตรีและบุรุษในเดนมาร์กค่อนข้างจะสูง คือ 78 ปี และ 72 ปี ตามลำดับ เนื่องจากเดนมาร์กเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการสาธารณสุขในระดับสูง และชาวเดนมาร์กมีรายได้ต่อคนต่อปีประมาณ 26,000 ดอลลาร์สหรัฐเดนมาร์กเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ ที่มีสตรีประกอบอาชีพในจำนวนที่สูงมากกล่าวคือ ในอัตราส่วน 9 : 10 ต่อแรงงานชาย ซึ่งการมีงานทำของสตรีชาวเดนมาร์กก่อ ให้เกิดความรู้สึกที่ภาคภูมิใจและความเป็นอิสระในทางการเมือง สตรีชาวเดนมาร์กยังได้รับสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้มาตั้งแต่ปี 2458 (ค.ศ.1915) และในทางเศรษฐกิจ สตรีชาวเดนมาร์กได้รับค่าจ้างเท่าเทียมบุรุษตามกฎหมายเดนมาร์ก

การเมืองการปกครอง เดนมาร์กเป็นประเทศปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงดำรงตำแหน่งพระประมุขของเดนมาร์ก
รัฐสภาเดนมาร์ก (Folketing) เป็นระบบสภาเดียว สมาชิกรัฐสภามีจำนวน 179 คน มาจากการเลือกตั้ง (แยกเป็น 175 คนจากเดนมาร์ก 2 คนจากหมู่เกาะ Faroeและอีก 2 คนจากเกาะ Greenland ซึ่งหมู่เกาะทั้งสองเป็นดินแดนโพ้นทะเลภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง)

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541
ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 (ค.ศ.1998) มีสมาชิกรัฐสภาจาก 10 พรรคการเมือง นาย Poul Nyrup Rasmussen หัวหน้าพรรค Social Democratic ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเป็นรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภา (ประกอบด้วย 2 พรรคการเมือง คือ Social Democratic Party (SDP) และ Social Liberal Party (RV)) ซึ่งมีที่นั่งรวมกัน 70 ที่นั่ง จาก 179 ที่นั่ง และนาย Mogens Lykketoft จากพรรค Social Democratic Party เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544
- เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 เดนมาร์กได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป (นายกรัฐมนตรีPoul Nyrup Rasmussen ได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด ซึ่งรัฐสภาปัจจุบันจะครบวาระเดือนมีนาคม 2545) ผลปรากฏว่า พรรค Social Democrat ของนายกรัฐมนตรี Rasmussen พ่ายแพ้การเลือกตั้ง โดยได้รับเลือกตั้ง 77 ที่นั่ง จาก 179 ที่นั่ง ขณะที่พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรค Liberal ซึ่งมีนาย Anders Fogh Rasmussen เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับเลือกตั้งรวมกัน 98 ที่นั่ง ทำให้มีเสียงข้างมากในสภา และส่งผลให้นาย Anders Fogh Rasmussen เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กคนใหม่

การจัดตั้งรัฐบาลเดนมาร์กมักจะเป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย และในช่วงเวลาที่ผ่านมาพัฒนาการการเมืองเดนมาร์กมีลักษณะของ การประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองและมักจะเจรจากันในเรื่องสำคัญๆ เช่น การต่อรองการเจรจาจัดทำงบประมาณประจำปี นอกรัฐสภาก่อนลงคะแนนเสียงในรัฐสภา และจะมีการให้ความสำคัญในเรื่องนโยบาย ของประเทศมากกว่าการแบ่งแยกเป็นนโยบาย ของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และหากในกรณีที่รัฐสภามีมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลจะต้องลาออกเพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หรือจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ ซึ่งรัฐบาลอาจกำหนดให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่โดยไม่จำเป็นต้องลาออกในขณะนั้นก็ได้ อนึ่ง ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งทั่วไปกำหนดจัดขึ้นทุก 4 ปี ประชาชนชาวเดนมาร์ก อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (กล่าวคือ 4,004,000 คน จากประชากรทั้งสิ้น 5.3 ล้านคน ณ ปี ค.ศ.2000) สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ ทรงไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง อย่างไรก็ดี สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงรับฟังการบรรยายสรุปจากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในเรื่องต่างๆ ทุกวันพุธ และทรงรับทราบพัฒนาการต่างๆ ของประเทศจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในระหว่างการประชุมในวันพุธสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ดังนั้น สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 จึงทรงรับทราบข้อมูลข่าวสารและพัฒนาการต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเดนมาร์กเป็นสมาชิกและเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(North Atlantic Treaty Organization - NATO) เมื่อปี 2492 (ค.ศ.1949) เป็นประเทศริเริ่มการจัดตั้งคณะมนตรีนอร์ดิก (Nordic Council) เมื่อปี 2495 (ค.ศ.1952) และเข้าร่วมประชาคมยุโรป (หรือสหภาพยุโรปต่อมา) เมื่อปี 2516 (ค.ศ.1973)

ประวัติบุคคลสำคัญ (พระประมุขของรัฐและผู้นำรัฐบาล)
สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก
สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (Her Majesty Queen Margrethe II) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1940 เป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริก ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก (His Majesty King Frederik IX) และสมเด็จพระราชินีอินกริด (Her Majesty Queen Ingrid) อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเฮนริก (His Royal Highness Prince Henrik) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.1967 และมี พระราชโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าชายเฟรเดอริก (HRH Crown Prince Frederik) (ค.ศ.1968) และเจ้าชายโจคิม (HRH Prince Joachim) (ค.ศ.1969)
นาย Anders Fogh Rasmussen นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก
นาย Anders Fogh Rasmussen (อันเดอร์ โฟค ราสมูสเซน) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กเกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ.1953 เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.2001 และเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญๆ เช่น สมาชิกรัฐสภาเดนมาร์ก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 รองประธานคณะกรรมาธิการด้านการเมืองและเศรษฐกิจ รัฐสภาเดนมาร์ก ระหว่างปี ค.ศ. 1993-1998 ประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค Liberal ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 และเป็นหัวหน้าพรรค Liberal

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเดนมาร์กที่สามารถค้นหาได้จาก Internet
www.um.dk.
www.denmarkemb.org.

เศรษฐกิจการค้า
ดรรชนีทางเศรษฐกิจ
- ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 155.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- GDP ต่อหัว 28,900 ดอลลาร์สหรัฐ
- อัตราการว่างงาน ร้อยละ 5.1 (จำนวนแรงงาน 2.8 ล้านคน)
- งบประมาณ เกินดุล 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- รายได้/รายจ่าย 52.9 และ 51.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- หนี้ต่างประเทศ 21.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 2.9
- เงินให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (ODA) 1.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ส่งออก 56.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- นำเข้า 47.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักรฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์
- ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส นอร์เวย์
- สินค้าส่งออกสำคัญ เครื่องมือในอุตสาหกรรม เนื้อและผลิตภัณฑ์เนื้อ ผลิตภัณฑ์อาหาร/นม
- สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์

ลักษณะทางเศรษฐกิจ ในอดีตเศรษฐกิจของเดนมาร์กขึ้นอยู่กับเกษตรกรรม และตั้งแต่ปี 2503(ค.ศ. 1960) เป็นต้นมา เป็นช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตทางอุตสาหกรรมมีความเจริญรุดหน้านำผลผลิตทางเกษตรกรรม จนส่งผลทำให้เดนมาร์กกลายเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมและการเกษตรที่ก้าวหน้า โดยเศรษฐกิจของเดนมาร์กมีลักษณะเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปิด (small and open economy) ซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กก็ได้มีนโยบายสนับสนุนและ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เปิดเสรี โดยที่สภาวะเศรษฐกิจของเดนมาร์กพึ่งพา การนำเข้าวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรมจากต่างประเทศ และจากทำเลที่ตั้งของเดนมาร์กที่เอื้ออำนวยต่อการเป็นศูนย์กลางส่งผ่าน สินค้าเข้าสู่กลุ่มประเทศนอร์ดิก และสามารถเป็นประตู ไปสู่กลุ่มประเทศบอลติกได้ เพราะเดนมาร์กมีเส้นทางคมนาคมขนส่งระหว่างเดนมาร์ก-สวีเดน-นอร์เวย์ หลายเส้นทาง กอปรกับการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางอากาศ โดยมีสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรปเหนือ และมีสะพาน Oresund Bridge เชื่อมระหว่างเกาะ Zealand ของเดนมาร์กกับเมือง Malmo ทางตอนใต้ของสวีเดน ซึ่งได้เปิดใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2543 (ค.ศ.2000) จึงทำให้เดนมาร์กมีบทบาทในสถานะที่เป็น trading house ในภูมิภาคยุโรปเหนือ

โครงสร้างทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของเดนมาร์กประกอบด้วย 3 ภาคที่สำคัญ ได้แก่
1) ภาคเกษตรกรรมและการประมง ซึ่งได้พัฒนามาเป็นเกษตรกรรมแบบ ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ (ใช้แรงงานเพียงร้อยละ 4 ของประชากรทั้งหมด)
2) ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง (ร้อยละ 24) และ
3) ภาคบริการ ซึ่งเป็นภาครัฐ ร้อยละ 31 และภาคธุรกิจ ร้อยละ 41
ภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก คือ อุตสาหกรรมสินค้าอาหาร (food industry) โดยมีสินค้าที่ส่งออก ได้แก่ เนื้อสุกร ไก่ วัว ผลิตภัณฑ์ประเภทเนย นม(diary products) เบียร์ สินค้าประมง และภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญรองลงมา ได้แก่
1)อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวก ในการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งการขนส่งสินค้าที่เสียง่าย ได้แก่ ตู้แช่แข็ง/แช่เย็นในรถบรรทุก/เรือ
2) อุตสาหกรรมเคมี (chemical industry) เพื่อป้องกันแมลง โรคพืช
3) อุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้แก่ ขนมิ้งค์ (mink)
4) อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์
5) อุตสาหกรรมทางด้านเภสัช (pharmaceutical industry) ได้แก่ อินซูลิน (insulin) โดยเดนมาร์กเป็นประเทศผู้นำประเทศหนึ่งในโลกที่ผลิตอินซูลินส่งออกขายในตลาดโลก
6) อุตสาหกรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ (เดนมาร์ก มีความเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องการออกแบบและคุณภาพ) กังหันลมเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า (เดนมาร์กเป็นประเทศผู้นำประเทศหนึ่งที่ส่งออกกังหันลมชนิดดังกล่าว)
7) อุตสาหกรรม software ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Industry) เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม และ
8) อุตสาหกรรม Shipbuilding บริษัทอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของเดนมาร์กจะมีขนาดกลาง (medium-sized industry) และบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สำคัญของเดนมาร์ก รวมทั้งบริษัทที่มีการลงทุนในต่างประเทศ เช่น กลุ่มบริษัท A.P.Moller ซึ่งมีบริษัทเดินเรือ Maersk Line รวมอยู่ด้วย Danfoss (refrigeration technology), Grundfos (ผลิต pumps) Novo Nordisk (pharmaceuticals) เบียร์ Carlsberg และ Tuborg ตลอดจน รองเท้า Ecco เป็นต้น นอกจากนี้ เดนมาร์กยังได้สำรวจพบน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในทะเลเหนือ ซึ่งมีปริมาณมากพอที่นำไปใช้ภายในประเทศ รวมทั้งส่งออกสู่ตลาดโลกได้นับตั้งแต่ปี 2534 (ค.ศ.1991) เป็นต้นมา

การค้าขาย ทางด้านการค้ากับต่างประเทศนั้น เดนมาร์กทำ การค้ากับสมาชิกสหภาพยุโรปมากถึง 2 ใน 3 ของการค้าต่างประเทศทั้งหมด ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของเดนมาร์กในยุโรปเรียงตามลำดับ ได้แก่ เยอรมนี สวีเดน อังกฤษ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส ส่วนประเทศคู่ค้าที่อยู่นอกภูมิภาคยุโรป ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เอเชีย สินค้านำเข้าที่สำคัญ คือ รถยนต์และอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์ ปลาและผลิตภัณฑ์ สินค้าพลาสติก เป็นต้น รายได้จากการค้าระหว่างประเทศของเดนมาร์กคิดเป็นร้อยละ 60 ของ GDP ของเดนมาร์ก โดยร้อยละ 32 ของผลิตภัณฑ์ของเดนมาร์กถูกส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สินค้าออกของเดนมาร์กในปัจจุบันเป็นสินค้าอุตสาหกรรมร้อยละ 70 อีกร้อยละ 17 เป็นสินค้าเกษตร สินค้าออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องมือ เคมีภัณฑ์ สุกรมีชีวิต เนื้อหมู เสื้อผ้า สิ่งทอ

นโยบายทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเดนมาร์กตั้งแต่กลางปี 2536 (ค.ศ.1993) ยังมีความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนปรนของรัฐบาลในปี 2536 (ค.ศ.1993) และปี 2537 (ค.ศ.1994) รวมทั้งการลดลงของอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ การส่งออกและการ ใช้จ่ายภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นก็เป็นปัจจัยบวกที่ทำให้เศรษฐกิจ ของเดนมาร์กเติบโตขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2530 (ค.ศ.1987) เป็นต้นมา ในปี 2541 (ค.ศ.1998) สภาวะทางเศรษฐกิจของเดนมาร์กในด้านต่างๆ ปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ เช่น การจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 6 โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นการจ้างงานเพิ่มขึ้นในภาคเอกชน ในปี 2542 (ค.ศ.1999) รายได้เหลือจ่ายของรัฐบาล (surplus on general government finances) สูงขึ้นร้อยละ 2-2.5 ของ GDP ซึ่งนับว่ามากที่สุดในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ยกเว้นลักเซมเบิร์กและไอร์แลนด์ และหนี้สาธารณะลดลงเหลือร้อยละ 58 ของ GDP จุดมุ่งหมายของนโยบายเศรษฐกิจเดนมาร์ก คือ การทำให้เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีอัตราการจ้างงานที่สูง การพัฒนาพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพและความสมบูรณ์ การส่งเสริมระบบรัฐสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของประชาชนและความปลอดภัยทางสังคม และการจัดสรรเงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้ประชาชนอย่างมีเหตุผล โดยเดนมาร์กและเยอรมนีมีระดับการจ้างงานคนที่อยู่ในวัยทำงาน ในภาคอุตสาหกรรมที่สูงที่สุดร้อยละ 14.6 เมื่อเปรียบเทียบกับสมาชิกสหภาพยุโรปโดยเฉลี่ยร้อยละ 12.2 และสหรัฐฯ ร้อยละ 11.8
ต่างประเทศนโยบายต่างประเทศของเดนมาร์กมีเป้าหมายสำคัญ คือ การรักษาความมั่นคงแห่งชาติ การทำนุบำรุงความเป็นอยู่ของประชาชนชาวเดนมาร์กอย่างดีที่สุด และการส่งเสริมมาตรฐานและค่านิยมที่สำคัญ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เดนมาร์กยังเน้นแนว นโยบายที่มีเป้าหมายให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการป้องกันความขัดแย้ง การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง รวมทั้งการเสริมสร้างความประนีประนอมในบริเวณที่มีความขัดแย้งด้วยการร่วมมือ กับองค์การสหประชาชาติ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe - OSCE) การต่างประเทศของเดนมาร์กในยุคปัจจุบันได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทหรือด้านต่างๆ ดังนี้
1. สหภาพยุโรป (European Union) เดนมาร์กได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสหภาพยุโรป และการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างบรรดา ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป เดนมาร์กเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป (สหภาพยุโรปในปัจจุบัน) ตั้งแต่ปี 2516 (ค.ศ.1973) และพยายามผลักดันให้สหภาพยุโรปขยายสมาชิกภาพ ให้ครอบคลุมประเทศจากภูมิภาคฝั่งทะเลบอลติกและยุโรปตะวันออก แม้ว่าเดนมาร์กเข้าร่วมในกิจกรรมและพันธกรณีของสหภาพยุโรปอย่างแข็งขัน แต่ด้วยเหตุผลการเมืองภายในประเทศและมติมหาชน เดนมาร์กยังคงมีข้อสงวน 4 ประการ ในการเข้าร่วมกระบวนการรวมตัวของสหภาพยุโรป ซึ่งได้แก่
1) การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (EMU)
2) นโยบายการป้องกันร่วม
3) การเป็นพลเมืองแห่งสหภาพยุโรป
4) นโยบายด้านยุติธรรมและมหาดไทย (Justice and Home Affairs) ตลอดจนการตัดสินใจ
โดยเสียงข้างมากในประเด็นปัญหาทางกฎหมายภายในและภายนอกสหภาพยุโรป การลงประชามติของเดนมาร์กในการเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union –EMU) ของสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 (ค.ศ.2000) รัฐบาลเดนมาร์กได้จัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการเข้าร่วมของ เดนมาร์กในสหภาพเศรษฐกิจและการเงินของสหภาพยุโรป ในขั้นตอนของการใช้เงินสกุลเดียวหรือเงินยูโร (Euro) ผลปรากฏว่า ประชาชนร้อยละ 53.1ไม่เห็นด้วยต่อการเข้าร่วม EMU ขณะที่ร้อยละ 46.9 เห็นด้วย ทั้งนี้ ในการลงประชามติดังกล่าวมีประชาชนไปใช้สิทธิร้อยละ 87.8 จากประชากรจำนวนประมาณ 5.3 ล้านคน
บทบาทที่สำคัญของเดนมาร์กในกิจการความสัมพันธ์ในกรอบของสหภาพยุโรป
คือ การเข้ารับหน้าที่ประธานสหภาพยุโรปของเดนมาร์ก (EU Presidency) ระหว่างเดือน
กรกฎาคม-ธันวาคม 2545 (ค.ศ.2002) รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพของเดนมาร์กในการจัด ประชุมระดับผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 4 (Asia-Europe Meeting –ASEM) ในเดือนกันยายนปี 2545 (ค.ศ.2002)

2. ภูมิภาคนอร์ดิก (Nordic) เดนมาร์กมีนโยบายให้ความสำคัญต่อการ ส่งเสริมความร่วมมือกับ ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนอร์ดิก ซึ่งประกอบด้วย นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ภายใต้กรอบกิจกรรมของคณะมนตรีนอร์ดิก (Nordic Council) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม กระบวนการประชาธิปไตย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

3. องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เดนมาร์กเป็นประเทศสมาชิกองค์การ NATO ตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2492 (ค.ศ. 1949) โดยเดนมาร์กถือว่าเป็นสถาบันกลางที่ส่งเสริมความมั่นคงทางการเมืองในยุโรป นอกจากนี้ เดนมาร์กยังสนับสนุนให้สหรัฐอเมริกามีบทบาทแข็งขันในองค์การดังกล่าว แต่ไม่เห็นด้วยที่องค์การ NATO จะขยายสมาชิกภาพให้ครอบคลุมบรรดาประเทศในยุโรปตะวันออกอย่างรวดเร็วเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของสหพันธรัฐรัสเซียด้วย

4. องค์การสหประชาชาติ เดนมาร์กเป็นประเทศสมาชิกองค์การ สหประชาชาติตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2488(ค.ศ.1945) โดยเดนมาร์กได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญๆ ร่วมกับองค์การสหประชาชาติในด้านต่างๆเช่น การส่งกองกำลังเข้าร่วม ในกิจกรรมมากกว่ากึ่งหนึ่งของการปฏิบัติการเพื่อรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ การส่งเสริมภารกิจขององค์การสหประชาชาติเพื่อช่วยเหลือประเทศ ในโลกที่สาม การให้การสนับสนุนกิจกรรมขององค์การสหประชาชาติในด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การพัฒนาทางสังคม ความมั่นคงร่วมกัน และการพัฒนาประชาธิปไตย นอกจากนี้ เดนมาร์กมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ โดยเป็นหนึ่งในบรรดาไม่กี่ประเทศในโลกที่ได้บริจาคความช่วยเหลือในอัตราส่วนมากถึงร้อยละ 1 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GNP) เพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศทั้งในระดับพหุภาคีและ ทวิภาคีไปยังประเทศเป้าหมาย อาทิ บรรดาประเทศแถบทะเลบอลติก ยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเดนมาร์กให้ความสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ความเจริญทางเศรษฐกิจ การรักษาสิ่งแวดล้อม การเคารพสิทธิมนุษยชน และบทบาทของสตรีในการพัฒนา ทั้งนี้ ความช่วยเหลือโดยตรงส่วนใหญ่จะเน้นไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา นอกจากนั้นเดนมาร์กยังได้บริจาคความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.5 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GNP) เพื่อส่งเสริมสันติภาพและประชาธิปไตยเป็นการเฉพาะ

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรเดนมาร์ก
ความสัมพันธ์ทางการทูต ประเทศไทยและเดนมาร์กเริ่มมีการ ติดต่อระหว่างกันครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2164 (ค.ศ.1621) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โดยเรือสินค้าเดนมาร์กได้เดินทางมาถึงเมืองตะนาวศรีและได้นำปืนไฟมาขาย ต่อมาชาวเดนมาร์กได้รับอนุญาตให้เข้ามาค้าขายในราชอาณาจักร หลักฐานการติดต่อระหว่างไทยกับเดนมาร์กปรากฏอีกครั้งเมื่อปี 2313 (ค.ศ.1770) ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อไทยได้สั่งซื้อปืนใหญ่จาก Danish Royal Asiatic Company ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยและเดนมาร์ก ได้ลงนามร่วมกันในสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การค้า และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2401 (ค.ศ. 1858) หลังจากนั้น ทั้งสองประเทศได้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ทางทูตระหว่างกัน โดยในปี 2403 (ค.ศ. 1860) เดนมาร์กได้ตั้งสถานกงสุลที่กรุงเทพฯ และในปี 2425 (ค.ศ. 1882) ไทยได้แต่งตั้งอัครราชทูตประจำประเทศในยุโรปให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทย ประจำเดนมาร์กด้วยอีกตำแหน่งหนึ่งโดยหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์) ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทย ประจำเดนมาร์กคนแรก โดยมีสำนักงานแห่งแรกตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอนระหว่างปี 2425 (ค.ศ.1882) – 2426 (ค.ศ.1883) และได้ย้ายสำนักงานไปยังกรุงปารีส ระหว่างปี 2426 (ค.ศ.1883)- 2431 (ค.ศ.1888) กรุงเบอร์ลิน ระหว่างปี 2431 (ค.ศ.1888)
– 2497 (ค.ศ.1954) และตั้งแต่ปี 2497 (ค.ศ.1954) จึงได้เปิดสำนักงานที่กรุงโคเปนเฮเกน โดยมีขุนพิพิธวิรัชชการ ดำรงตำแหน่งอัครราชทูต และต่อมาเมื่อไทยและเดนมาร์กยกระดับ ความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูตเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2501 (ค.ศ. 1958) ขุนพิพิธวิรัชชการ ได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำเดนมาร์กคนแรก ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำเดนมาร์กมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไอซ์แลนด์และลิทัวเนีย ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำไทยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศพม่าและกัมพูชา ในปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำเดนมาร์กตั้งอยู่ที่ Norgesmindevej 18, 2900 Hellerup กรุงโคเปนเฮเกน และสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำไทยตั้งอยู่ที่ 10 ซอยสาทร 1 ถนนสาทรใต้ กรุงเทพฯ
- เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเดนมาร์ก นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์
- กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกน นาย Carsten Nielsen
- กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทย ณ เมืองวีเดอร์แซนด์ นาย Ib Thomsen
- เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย นาย Ulrik Helweg-Larsen
- กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์เดนมาร์กประจำประเทศไทย นาย Anders Normann
- กงสุลกิตติมศักดิ์เดนมาร์กประจำเมืองพัทยา นาย Stig Vagt-Andersson
สำหรับการแต่งตั้งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์เดนมาร์กประจำประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2470 (ค.ศ.1927) เป็นต้นมา รัฐบาลเดนมาร์กได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท อีสเอเชียติคประจำประเทศไทย (The East Asiatic (Thailand) Public Co.,Ltd.-EAC) ซึ่งเป็นบริษัทจากเดนมาร์ก บริษัทแรกที่ได้เข้ามาทำธุรกิจพาณิชย์ในไทยตั้งแต่ปี 2427(ค.ศ.1884) ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์เดนมาร์กประจำประเทศไทย อีกตำแหน่งหนึ่ง และในการแต่งตั้งกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกน ก็ได้ถือเป็นหลักปฏิบัติมาช้านานว่า จะคัดเลือกมาจากเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของบริษัทอีสเอเชียติค (เดนมาร์ก) ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเดนมาร์ก ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเก่าแก่เกือบ 400 ปี (จะครบ 400 ปี ในปี 2564 (ค.ศ.2021)) ได้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น ในบรรยากาศของมิตรไมตรีและความเข้าใจที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ของทั้งสองประเทศที่มีความ ใกล้ชิดกันมาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังจากนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างต่อเนื่องเสมอมา

ความสัมพันธ์ทางการเมือง ในกรอบการดำเนินความสัมพันธ์ทวิภาคีทางด้านการเมือง ไทยและเดนมาร์กต่างมีความเห็นสอดคล้องและร่วมมือกันด้วยดีในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมือง/ความมั่นคงที่เป็นอุปสรรค ต่อการดำเนินความสัมพันธ์ทวิภาคีสำหรับในกรอบความสัมพันธ์ระดับพหุภาคี ไทยและเดนมาร์กได้มีความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศที่สำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบความสัมพันธ์อาเซียนกับสหภาพยุโรป (ASEAN-EU) และกรอบการประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting – ASEM) รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ และองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป(Organization for Security and Cooperation in Europe –OSCE)ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนและเดนมาร์กในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป ได้มีท่าทีที่สอดคล้องกันในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ภายใต้กรอบความร่วมมือการประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting-ASEM)ทั้งสองประเทศต่างเห็นถึงความสำคัญของเวทีดังกล่าวว่า จะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและขยายความร่วมมือระหว่าง ภูมิภาคเอเชียกับยุโรปให้ดำเนินไปอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองประเทศได้สนับสนุนซึ่งกันและกันในการพัฒนาเวทีการประชุมเอเชีย-ยุโรปให้มีความเจริญก้าวหน้า โดยไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2539 (ค.ศ.1996)ซึ่งเดนมาร์กได้ส่งผู้แทนระดับสูง มาร่วมประชุมดังกล่าว ขณะที่เดนมาร์กมีกำหนดการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ครั้งที่ 4 ในเดือนกันยายนปี 2545 (ค.ศ.2002) ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเดนมาร์กเข้ารับหน้าที่เป็น ประธานสหภาพยุโรป (EU Presidency) ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2545 (ค.ศ.2002)

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ทางการค้า ในปี 2546 (ค.ศ.2003) ปริมาณการค้าระหว่างไทยเดนมาร์กมีมูลค่า 336.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.3 ของการค้ารวมของไทย เดนมาร์กเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 44 ของไทยกับโลก และเป็นอันดับที่ 11 ของไทยกับสหภาพยุโรป
ด้านการส่งออก การส่งออกของไทยไปเดนมาร์กในปี 2546 (ค.ศ.2003) มีมูลค่า 189.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ แผงสวิทช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ รองเท้าและ ชิ้นส่วน เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ
ด้านการนำเข้า ในปี 2546 (ค.ศ.2003) ไทยนำเข้าจากเดนมาร์กมีมูลค่า 146.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ เครื่องจักรในการเกษตร เครื่องจักรอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม
ดุลการค้า ในปี 2546 (ค.ศ.2003) ไทยได้เปรียบดุลการค้าเดนมาร์ก 42.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกไทยที่มีศักยภาพ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์และส่วนประกอบ วงจรพิมพ์ ยานพาหนะและอุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้นสินค้านำเข้าจากเดนมาร์กที่มีศักยภาพ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น

ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า
1. ปริมาณการค้าสองฝ่ายมีไม่มากนัก แต่ไทยก็เป็นฝ่าย ขาดดุลการค้ากับเดนมาร์กมาโดยตลอด จนถึงปี 2540 (ค.ศ.1997) ที่ไทยเป็นฝ่ายเริ่มได้เปรียบดุลการค้า
2. การติดต่อค้าขายส่วนใหญ่เดนมาร์กจะค้าขายกับกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศยุโรปตะวันตกด้วยกัน
3. คู่แข่งทางการค้าของไทยที่สำคัญ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต่างมีความได้เปรียบด้านการขนส่งเท่าเทียมกันกับไทย ดังนั้น
ราคาและคุณภาพของสินค้าจะเป็นตัวผลักดันการขยายตลาด
(ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)
ตารางสถิติการค้าไทย-เดนมาร์ก ดังเอกสารแนบ
แผนการส่งเสริมการขยายการส่งออกไทยไปยังเดนมาร์กและภูมิภาคยุโรปเหนือ
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน และกรุงสตอกโฮล์ม และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการ Road Show นำนักธุรกิจไทยในสาขาเสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหาร การให้บริการทางการแพทย์ และเครื่องใช้ประดับในบ้าน ประมาณ 12 คน เดินทางไปเยือนเดนมาร์กและสวีเดน เพื่อแสวงหาลู่ทางขยาย เปิด และเจาะตลาดสินค้าส่งออกของไทย ในเดนมาร์ก สวีเดน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยุโรปเหนือ และประชาสัมพันธ์สินค้า ส่งออกของไทยในตลาดยุโรปเหนือให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น
ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน กิจการที่เดนมาร์กมีความสนใจในการลงทุนในไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในประเภท อุตสาหกรรมขนาดกลางซึ่งเดนมาร์กมีความชำนาญและเชี่ยวชาญ เช่น ด้านการผลิตรองเท้า การผลิตเครื่องดื่มเบียร์ อุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนกิจการด้านบริการโดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งเป็นสาขาที่เดนมาร์กมีประสบการณ์และถือเป็นประเทศชั้นนำที่มีความเจริญก้าวหน้าและ ทันสมัยมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปในช่วงที่ไทยประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 (ค.ศ.1997)
ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเดนมาร์กในระดับหนึ่ง โดยได้มีการชะลอการลงทุน
ทั้งในประเภทการลงทุนโดยตรงและการลงทุนร่วมในไทย อย่างไรก็ตาม เดนมาร์กยังคง
เล็งเห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ใช้ไทยเป็นฐานผลิตสินค้าสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการลงทุนของเดนมาร์กในไทยในส่วนที่ได้รับการส่งเสริม การลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Office of Board of Investment –BOI) ระหว่างปี 2541– 2545 (ค.ศ. 1998 - 2000) มีจำนวน 34 โครงการ รวมเป็นเงินลงทุน 3,612 ล้านบาท ปรากฏ ดังเช่น
ปี 2541
จำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 5 โครงการ
เงินลงทุนจดทะเบียน 62 ล้านบาท
มูลค่าการลงทุน 528 ล้านบาท
ปี 2542
จำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 2 โครงการ
เงินลงทุนจดทะเบียน 17 ล้านบาท
มูลค่าการลงทุน 72 ล้านบาท
ปี 2543 (เดือนมกราคม-พฤศจิกายน)
จำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 3 โครงการ
เงินลงทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท
มูลค่าการลงทุน 246 ล้านบาท
(ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)

การท่องเที่ยว
พัฒนาการ การเดินทางมาไทยของนักท่องเที่ยวเดนมาร์กตั้งแต่ปี 2529-2533
(ค.ศ.1986-1990) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 15.22 แต่ต่อมาในปี 2534 (ค.ศ.1991) การเดินทางมาไทยของนักท่องเที่ยวเดนมาร์กมีจำนวนลดลง หลังจากนั้น ตั้งแต่ปี 2535-2542 (ค.ศ.1992-1999) จำนวนนักท่องเที่ยวเดนมาร์กที่เดินทางมาไทยได้มีการปรับตัวและขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2542(ค.ศ.1999) มีนักท่องเที่ยวเดนมาร์กจำนวน 78,446 คน ปี 2544 (ค.ศ.2001) จำนวน 78,728 คนและปี 2545 (ค.ศ.2002) จำนวน 84,617 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.48 โดยประเทศไทยถือเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่อยู่ในระดับความนิยม และรองลงมาได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง และออสเตรเลีย
สำหรับสถิติในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2546 ปรากฏว่า มีนักท่องเที่ยวชาวเดนมาร์กเดินทางมาไทยจำนวน 60,185 คน และมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเดนมาร์ก
จำนวน 6,161 คน (ในปี 2545 มีจำนวน 8,432 คน)
รายได้จากนักท่องเที่ยวเดนมาร์กในปี 2545 (ค.ศ.2002) นักท่องเที่ยวเดนมาร์กมีวันเฉลี่ย 14.54 วัน และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวัน 2,693.04 บาท ซึ่งก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 3,017 ล้านบาท นักท่องเที่ยวเดนมาร์กใช้ค่าใช้จ่ายในด้านค่าที่พักเป็นส่วนใหญ่ รองลงมา คือ การใช้จ่ายซื้อของ และอาหาร

สถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน ปัจจัยเสริมที่มีผลต่อ การขยายตัวของการท่องเที่ยวของเดนมาร์กในไทย คือ การที่ประเทศไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการและ รสนิยมในการท่องเที่ยวของชาวเดนมาร์กโดยเฉพาะธรรมชาติและชายทะเล ซึ่งนักท่องเที่ยวเดนมาร์กถือเป็นกลุ่มที่มีรายได้และกำลังซื้อที่ค่อนข้างสูง และมีความนิยมในการท่องเที่ยวประเภทหาดทรายและชายทะเล กอปรกับการที่มีเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกระหว่าง ไทยกับเดนมาร์กโดยเฉพาะการมีบริการเที่ยวบินโดยตรงระหว่าง กรุงโคเปนเฮเกน-กรุงเทพฯ ประมาณ 11 เที่ยวต่อสัปดาห์ ตลอดจนเรื่องความได้เปรียบในอัตราแลกเปลี่ยนเงิน

ลักษณะและกลุ่มนักท่องเที่ยวเดนมาร์ก โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวเดนมาร์กในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือ ส่วนใหญ่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเอง เป็นกลุ่มตลาดระดับบน และมีอายุอยู่ในช่วงวัยทำงาน 25-34 ปี สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีทิศทางการเติบโตที่มีแนวโน้ม ได้แก่ กลุ่มประชุมกลุ่มที่เดินทางมากับบริษัทนำเที่ยว กลุ่มประชากรวัยเกษียณ/ผู้สูงอายุ กลุ่มตลาดใหม่ที่เดินทางมาไทยเป็นครั้งแรก กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา และกลุ่มตลาดระดับล่าง ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับล่าง ส่วนใหญ่จะเข้ามาท่องเที่ยวโดยพำนักในช่วงระยะเวลาที่ยาว
(ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและความช่วยเหลือ เดนมาร์กได้มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ไทยในด้านต่างๆ มาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวเช่น
กองทัพบก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดชทรงไปศึกษาวิชาการทางทหารที่เดนมาร์กเมื่อปี 2434 (ค.ศ.1892) และทรงฝึกหัดรับราชการทหารอยู่ในกรมปืนใหญ่สนามของเดนมาร์ก เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาทรงนำความรู้วิชาการทางทหาร จากเดนมาร์กมาพัฒนากองทัพบกของไทยให้มีความทันสมัย

กองทัพเรือ นายทหารเรือชาวเดนมาร์ก คือ นาย Andreas du Plessis de Richelieu ได้รับราชการในกองทัพเรือระหว่างปี 2419-2445 (ค.ศ.1876-1902) และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาชลยุทธโยธิน

กิจการรถไฟ รัฐบาลไทยได้อนุมัติสัมปทานให้แก่บริษัทเดนมาร์กในการสร้างทางรถไฟ สายแรกขึ้นในประเทศ คือ เส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ (ปากน้ำ) ในปี 2429 (ค.ศ.1886)

กิจการไฟฟ้า นาย Andreas du Plessis de Richelieu ชาวเดนมาร์ก ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าสยามเมื่อปี 2441 (ค.ศ.1898) โดยบริษัทได้จำหน่ายกระแสไฟฟ้า
แก่ประชาชนในพระนคร และต่อมาบริษัทได้โอนกิจการให้มาเป็นของรัฐเมื่อวันที่
1 มกราคม 2493 (ค.ศ.1950) นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดกิจการรถรางขึ้นในพระนครด้วย

กิจการปูนซีเมนต์บริษัทสยามซีเมนต์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สั่งซื้อเครื่องจักรจากประเทศเดนมาร์ก และได้จ้างชาวเดนมาร์กที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหาร การผลิตและการบัญชีมาช่วยการดำเนินกิจการของบริษัทในระหว่างช่วงปี 2457-2502 (ค.ศ.1914-1959) และหลังจากปี 2517 (ค.ศ.1974) บริษัทได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทปูนซีเมนต์ไทย
(ที่มา : หนังสือสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ปี 2539)

นอกจากนี้ ยังมีโครงการความร่วมมือระหว่างไทย-เดนมาร์ก ในด้านต่างๆ ที่ได้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความเจริญของประเทศและ ความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เช่น โครงการความร่วมมือทางด้านโบราณคดี โครงการความ ร่วมมือทางด้านพฤกษศาสตร์ กิจการฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก สยามสมาคม เป็นต้น ในปัจจุบันเดนมาร์กมี 2 หน่วยงานสำคัญที่รับผิดชอบในความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ระหว่างไทยกับเดนมาร์ก คือ 1) หน่วยงานการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของเดนมาร์ก (Danish International Development Assistance – DANIDA) และ 2) หน่วยงานรับผิดชอบความร่วมมือด้านการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมของเดนมาร์ก (Danish Cooperation for Environment and Development –DANCED)
DANIDA ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา แก่ต่างประเทศและอยู่ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยในรูปแบบความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการในกรอบทวิภาคีติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2504 (ค.ศ.1961) เช่น การให้ทุนการศึกษาและการฝึกอบรม อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือในกรอบทวิภาคีดังกล่าวมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปี 2542 เนื่องจากเดนมาร์กเห็นว่า ไทยมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น (รายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า 2,160 ดอลลาร์สหรัฐ) และแม้ว่าเดนมาร์กมีนโยบายหยุดการให้ความช่วยเหลือในกรอบทวิภาคีแก่ไทย
ไทยก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากเดนมาร์กในกรอบระดับภูมิภาค ซึ่งเดนมาร์กได้ให้ความช่วยเหลือผ่านทางสถาบันระดับภูมิภาค เช่น สถาบัน Asian Institutes of Technology (AIT) รวมทั้งโครงการการให้ความช่วยเหลือภายใต้การ ให้เงินกู้แบบผ่อนปรน (Mixed Credits Programme) นอกจากนี้ ไทยยังได้รับความช่วยเหลือและมีความร่วมมือกับ DANCED ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมของโลก โดย DANCED ได้แสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับไทยในการพัฒนา สาขาที่เดนมาร์กมีความชำนาญและเชี่ยวชาญ อาทิ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองและโรงงาน การจัดการป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้พัฒนารูปแบบความร่วมมือไปสู่ความร่วมมือแบบไตรภาคี (Trilateral Cooperation) ซึ่งเดนมาร์กจะให้ความร่วมมือในการฝึกอบรม แก่ประเทศที่สามในไทย โดยเฉพาะภูมิภาคอินโดจีน อาทิ โครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งนี้ ในช่วงปี 2542 (ค.ศ.1999) DANIDA และ DANCED ได้ให้ความช่วยเหลือ แก่ไทยเป็นเงินจำนวนประมาณ 660 ล้านบาทต่อปี ในปัจจุบันมีกรอบที่เป็นทางการในการดำเนินความสัมพันธ์ในความร่วมมือเพื่อการพัฒนา คือ การจัดประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือ ทางวิชาการระหว่างกันเป็นประจำทุกปีระหว่างหน่วยงาน DANIDA กระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กกับกรมวิเทศสหการ กระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งล่าสุดกรมวิเทศสหการได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วม มือทางวิชาการ-ไทย-เดนมาร์กด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ครั้งที่ 12 (The Annual Consultation on Thai-Danish Environmental Cooperation) ที่จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2546
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์และ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเฉพาะกับชุมชนชาวไทยในเดนมาร์ก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ได้ สนับสนุนการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ณ วัดไทยพรหมวิหาร กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยสถาบันเอเชียฯ ได้นำคณาจารย์ผู้สอนในวิชาต่างๆ เช่น การแกะสลัก ศิลปะไทย การนวดแผนไทย อาหหารไทยและขนมไทย รวมทั้ง การจัดดอกไม้ เป็นต้น เดินทางไปเปิดการสอนหลักสูตรฝึกอบรมที่เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม - 31 พฤษภาคม 2546
การแลกเปลี่ยนการเยือน
ฝ่ายไทย
ในระดับราชวงศ์
- เดือนกรกฎาคม 2440 (ค.ศ.1897) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยือนเดนมาร์ก และเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก
- 30 มิถุนายน 2450 (ค.ศ.1907) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยือนเดนมาร์กครั้งที่สอง และเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง
- ปี 2473 (ค.ศ.1930) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนเดนมาร์ก
- วันที่ 6-9 กันยายน 2503 (ค.ศ.1960) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 13-15 กันยายน 2531 (ค.ศ.1988) สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ
- เดือนกรกฎาคม 2536 (ค.ศ.1992) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนเดนมาร์ก เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 22 สิงหาคม – 3 กันยายน 2542 (ค.ศ.1999) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนเดนมาร์ก และเกาะกรีนแลนด์ลัตเวีย เอสโตเนียและลิทัวเนีย เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 19-25 เมษายน 2545 (ค.ศ. 2002) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเดนมาร์กในฐานะพระราชอาคันตุกะของ
สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก

ในระดับผู้นำรัฐบาล (นายกรัฐมนตรี)
- ปี 2522 (ค.ศ.1979) ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี เยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ
- 1-3 ตุลาคม 2524 (ค.ศ.1981) ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ
- 16-18 เมษายน 2527 (ค.ศ.1984) ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 8-11 มีนาคม 2533 (ค.ศ.1990) ฯพณฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ
- เดือนมีนาคม 2538 (ค.ศ.1995) ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีเยือนเดนมาร์ก เพื่อเข้าประชุมสุดยอดด้านสังคม (Social Summit)
- วันที่ 22-24 กันยายน 2545 (ค.ศ.2002) ฯพณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนเดนมาร์กเพื่อเข้าประชุมระดับผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 4 (ASEM Summit)
ในระดับทั่วไป
- เดือนกรกฎาคม 2526 (ค.ศ. 1983) พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนเดนมาร์ก
- วันที่ 12-14 ตุลาคม 2537 (ค.ศ. 1994) นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะนักธุรกิจไทยเยือนเดนมาร์ก
- วันที่ 17-18 มิถุนายน 2541 (ค.ศ. 1998) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเดนมาร์กเพื่อหารือข้อราชการกับนาย Friis Arne Petersen ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก
- วันที่ 22-24 กันยายน 2545 (ค.ศ.2002) นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนเดนมาร์ก โดยร่วมอยู่ในคณะของนายกรัฐมนตรี เพื่อ เข้าร่วมประชุมระดับผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 4 (ASEM Summit)
- วันที่ 5-7 มิถุนายน 2546 (ค.ศ.2003) นายกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรี เยือนเดนมาร์ก
- วันที่ 26 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2546 (ค.ศ.2003) นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยือนเดนมาร์ก ฟินแลนด์ และเนเธอร์แลนด์

ฝ่ายเดนมาร์ก
ในระดับราชวงศ์
- เดือนธันวาคม 2442 (ค.ศ.1899) เจ้าชายวัลเดอมาร์ (Valdemar) พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าคริสเตียน ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก (His Majesty King Christian IX) เสด็จฯ เยือนไทย
- เดือนมกราคม 2473 (ค.ศ.1930) เจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก(สมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริก ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก (His Majesty King Frederik IX)) เสด็จฯ เยือนไทย
- วันที่ 12-24 มกราคม 2505 (ค.ศ.1962) สมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริก ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอินกริด (Her Majesty Queen Ingrid) เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 17-28 พฤศจิกายน 2506 (ค.ศ.1963) เจ้าหญิงมาร์เกรเธอ มกุฎราชกุมารีแห่งเดนมาร์ก (สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (Her Majesty Queen Margrethe II)) พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริก ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอินกริด เสด็จฯ เยือนไทย
- วันที่ 30 เมษายน- 5 พฤษภาคม 2524 (ค.ศ.1981) สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก และเจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี (His Royal Highness Prince Henrik) เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 24-27 ตุลาคม 2536 (ค.ศ.1993) เจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก (His Royal Highness Crown Prince Frederik) พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก และเจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 2-15 ธันวาคม 2536 (ค.ศ.1993) เจ้าชายเฮนริก พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์เพื่อ ทรงเข้าร่วมการแข่งขันเรือชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ประจำปี 2536
- วันที่ 14-23 พฤษภาคม 2540 (ค.ศ.1997) เจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก เสด็จฯ เยือนไทย เป็นการส่วนพระองค์
- เดือนกันยายน 2541 (ค.ศ.1998) เจ้าหญิงอเล็กซานดรา (Alexandra) พระชายาของเจ้าชายโจคิม แห่งเดนมาร์ก (His Royal Highness Prince Joachim) พระราชโอรสองค์ที่สองใน สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก และเจ้าชายเฮนริก เสด็จฯ
แวะผ่านไทย
- วันที่ 18-19 มีนาคม 2542 (ค.ศ.1999) เจ้าชายเฮนริก พระราชสวามีในสมเด็จ พระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรโครงการเพื่อการพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงาน ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมเดนมาร์ก (DANCED)
- วันที่ 5 ธันวาคม 2543 และวันที่ 12-13 ธันวาคม 2543 (ค.ศ.2000)เจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี ในสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก เสด็จฯ แวะผ่านไทย
- วันที่ 9 –10 ธันวาคม 2543 (ค.ศ.2000) เจ้าชายโจคิม แห่งเดนมาร์กเสด็จฯ แวะผ่านไทย
- วันที่ 25 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2544 (ค.ศ.2001) เจ้าชายโจคิม แห่งเดนมาร์กพร้อมด้วยเจ้าหญิงอเล็กซานดรา และเจ้าชายนิโคไล (Nikolai) พระโอรส เสด็จฯ เยือนไทย(จ.ภูเก็ต) เป็นการส่วนพระองค์
- วันที่ 7-12 กุมภาพันธ์ 2544 (ค.ศ.2001) สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก และเจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี พร้อมด้วยเจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ (State Visit) ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- วันที่ 12-17 กุมภาพันธ์ 2546 (ค.ศ.2003) เจ้าชายโจคิม แห่งเดนมาร์ก และ
เจ้าหญิงอเล็กซานดรา เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์

ในระดับผู้นำรัฐบาล (นายกรัฐมนตรี)
- วันที่ 14-17 มีนาคม 2531 (ค.ศ.1988) นายพอล ชลูเทอร์ (Poul Schluter) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก พร้อมด้วยภาคเอกชนเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกรัฐบาล (Official Visit)
- วันที่ 1-2 มีนาคม 2539 (ค.ศ. 1996) นายนีลส์ เฮลวิก พีเทอร์เซน (Niels Helveg Petersen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting -ASEM) ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ ในฐานะผู้แทนของนายพอล นูรูพ ราสมูสเซน (Poul Nyrup Rasmussen) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก

ในระดับทั่วไป
- วันที่ 16-18 มกราคม 2537 (ค.ศ. 1994) นาย Niels Helveg Petersen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก และคณะพร้อมด้วยคณะภาคเอกชนเยือนไทย
- วันที่ 7-12 กุมภาพันธ์ 2544 (ค.ศ.2001) นาย Mogens Lykketoft รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก พร้อมด้วยนาย Friis Arne Petersen ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก เยือนไทย (โดยร่วมอยู่ในคณะการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก และเจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) และเข้าเยี่ยมคารวะฯพณฯ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พระราชวงศ์เดนมาร์ก
สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (Her Majesty Queen Margrethe II of Denmark) และเจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี (His Royal Highness Prince Henrik)

เจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมาร (His Royal Highness Crown Prince Frederik)
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 เจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมาร ทรงเข้าพระราชพิธี
อภิเษกสมรสกับ Ms. Mary Elizabeth Donaldson

เจ้าชายโจคิม (His Royal Highness Prince Joachim) และ
เจ้าหญิงอเล็กซานดรา (Her Royal Highness Princess Alexandra) พระชายา
และพระโอรส เจ้าชายนิโคไล (His Highness Prince Nikolai) และ
เจ้าชายเฟลิก (His Highness Prince Felix)

เรียบเรียงโดย นายไกร มหาสันทนะ กองยุโรป 2 กรมยุโรป โทร. 0-2643-5133 Fax. 0-2643-5132 E-mail : european03@mfa.go.th พฤษภาคม 2547

ข้อมูลนี้ คัดลอกมาจากเวบของกระทรวงการต่างประเทศ หากท่านต้องการข้อมูลที่อัพเดท สามารถเข้าชมได้ที่เวบไซต์ของ กระทรวงการต่างประเทศครับ
ทัวร์เอเชีย
ฮ่องกง
ปักกิ่ง
ญี่ปุ่น
เกาหลี
สิงคโปร์
บาหลี
หลวงพระบาง เวียงจันทน์
หลี่ผี คอนพะเพ็ง
เขมร
ฮานอย
เซี่ยงไฮ้
พม่า
ทัวร์ญี่ปุ่น โตเกียว
ทัวร์ญี่ปุ่น PANO REROUTESPECAIL [B] 7 DAYS 4 NTS
ทัวร์ญี่ปุ่น MIRACLE VINTAGE (REROUTE)
ทัวร์ญี่ปุ่น TOKYO EXCITING THEME PARK
ทัวร์ญี่ปุ่น WOW PANORAMA 6 DAYS 4 NTS
ทัวร์ญี่ปุ่น MORNING KYUSHU 6 DAYS (4 NTS)
ทัวร์ญี่ปุ่น FUNNY VINTAGE 6 DAYS 4 NTS
ทัวร์ญี่ปุ่น PANORAMA DELIGHT 6 DAYS 4 NTS
ทัวร์ญี่ปุ่น HOKKAIDO SNOW DISCOVER 7 DAYS 5 NIGHTS
ทัวร์ญี่ปุ่น SWEET JAPAN
ทัวร์เวียดนาม โฮจิมินห์ ดาลัด 4 วัน
ทัวร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
ออสเตรเลีย
นิวซีแลนด์
ทัวร์ยุโรป
ทัวร์ อิตาลี สวิส ฝรั่งเศส
ทัวร์ อิตาลี
ทัวร์ อังกฤษ สก็อตแลนด์ เวลล์
ทัวร์ สวิสเซอร์แลนด์
ทัวร์ ฝรั่งเศส 8 วัน
ทัวร์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน
ทัวร์ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส
ทัวร์ สเปน โปรตุเกส 10 วัน
ทัวร์ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส
ทัวร์ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี
ทัวร์ เยอรมัน
ทัวร์ เยอรมัน ออสเตรีย เชค สโลวัค ฮังการี
ทัวร์ สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เนเธอแลนด์ เยอรมัน
ทัวร์ อิตาลี ออสเตรีย สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
ทัวร์ ฮังการี สโลวัก โปแลนด์ เยอรมัน 10วัน
ทัวร์ กรีซ 8 วัน
ทัวร์ เยอรมัน ออสเตรีย
ทัวร์ รัสเซีย
ทัวร์ อิตาลี ฝรั่งเศส


ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


ข้อมูลท่องเที่ยว ต่างประเทศ

สถานที่ทำหนังสือเดินทางทัวร์ประเทศไทย
พม่า, ทัวร์พม่า, เที่ยวพม่า, เจดีย์ชเวดากอง, พระธาตุอินทร์แขวน, article
มัลดีฟส์,ทัวร์มัลดีฟส์,ท่องเที่ยวมัลดีฟ, article
เกาหลี ทัวร์เกาหลี ประเทศเกาหลี article
หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ทัวร์หลวงพระบาง เมืองหลวงพระบาง article
นิวซีแลนด์ ทัวร์นิวซีแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ article
ออสเตรเลีย ทัวร์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย article
อียิปต์ ทัวร์อียิปต์ ประเทศอียิปต์ article
แอฟริกาใต้ ทัวร์แอฟริกาใต้ ประเทศแอฟริกาใต้ article
สวีเดน ทัวร์สวีเดน ประเทศสวีเดน article
สเปน ทัวร์สเปน ประเทศสเปน article
รัสเซีย ทัวร์รัสเซีย ประเทศรัสเซีย article
ออสเตรีย ทัวร์ออสเตรีย ประเทศออสเตรีย article
สก็อตแลนด์ ทัวร์สก็อตแลนด์ ประเทศสก็อตแลนด์ article
อังกฤษ ทัวร์อังกฤษ ประเทศอังกฤษ article
เยอรมัน ทัวร์เยอรมัน ประเทศเยอรมัน article
ฝรั่งเศส ทัวร์ฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศส article
สวิสเซอร์แลนด์ ทัวร์สวิสเซอร์แลนด์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย article
อิตาลี ประเทศอิตาลี ทัวร์อิตาลี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.



ทัวร์เกาหลี ทัวร์เวียดนาม ทัวร์กระบี่ ทัวร์เขมร ทัวร์สิบสองปันนา ทัวร์ลาวใต้ ทัวร์ตะรุเตา ทัวร์เกาะกูด ทัวร์ตรัง